พระมหาปรีชา ภูริปัญโญ  (1164 views)

 
พระมหาปรีชา hasn't updated their status in a while...

Location

นครปฐม, Thailand

Birthday

September 9
 
Advertisement

Info

http://watbangluang.hi5.com - Send it to your friends

Birthday

September 9

Location

นครปฐม, Thailand

 

Interests

Favorite Music

---------------------------------


ปัญหาเกี่ยวกับการให้ผลของกรรมดี-กรรมชั่ว

--------------------------------


ปัญหาที่ถกเถียงกันมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องกรรม ก็คือ การให้ผลของกรรม โดยสงสัยเกี่ยวกับหลัก “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ว่าเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ บางคนพยายามนำหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง คนที่ทำชั่วได้ดี และคนที่ทำดีได้ชั่วมีมากมาย ความจริงปัญหาเช่นนี้เกิดจากความเข้าใจสับสนระหว่างกรรมนิยามคือกฏธรรมชาติ และสังคมนิยมน์คือกฏมนุษย์ โดยนำเอาความเป็นไปในนิยามและนิยมน์ทั้งสองนี้ มาปนเปกันไม่รู้จักแยกขอบเขตและขั้นตอนให้ถูกต้อง ดังจะเห็นว่า แม้แต่ความหมายของถ้อยคำในหลัก “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั่นเอง คนก็เริ่มต้นเข้าใจสับสน แทนที่จะเข้าใจความหมายของทำดีได้ดี ว่าเท่ากับทำความดีได้ความดี หรือทำความดีก็มีความดี หรือทำความดีก็เป็นเหตุให้ความดีเกิดมีขึ้น หรือทำความดีผลดีตามกรรมนิยามก็เกิดขึ้น กลับเข้าใจว่า ทำความดีได้ของดี หรือทำดีแล้วได้ผลประโยชน์หรือได้อามิสที่ตนชอบใจ เมื่อปัญหามีอยู่เช่นนี้จึงควรมีการศึกษากันให้ชัดเจน

จุดสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหา คือความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตที่แยกต่างหากจากกัน และที่สัมพันธ์กันระหว่างกรรมนิยามกับสังคมนิยมน์ เพื่อความแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ เบื้องต้นขอให้พิจารณาการให้ผลของกรรม โดยแบ่งเป็น ๔ ระดับคือ

๑) ระดับภายในจิตใจ ว่ากรรมทำให้เกิดผลภายในจิตใจ มีการสั่งสมคุณสมบัติคือกุศลธรรมและอกุศลธรรม คุณภาพและสมรรถภาพของจิต มีอิทธิพลปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิด ความโน้มเอียง ความนิยมชมชอบ และความสุขความทุกข์เป็นต้นอย่างไรบ้าง

๒) ระดับบุคลิกภาพ ว่ากรรมทำให้เกิดผลในด้านการสร้างเสริมนิสัย ปรุงแต่งลักษณะความประพฤติ การแสดงออก ท่าที การวางตนปรับตัว อาการตอบสนอง ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ และต่อสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไปอย่างไรบ้าง การให้ผลระดับนี้ต่อเนื่องออกมาจากระดับที่ ๑ นั่นเอง และมีขอบเขตคาบเกี่ยวกัน แต่แยกพิจารณาเพื่อให้มองเห็นแง่มุมของการให้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น

๓) ระดับวิถีชีวิตของบุคคล ว่ากรรมชักนำความเป็นไปในชีวิตของบุคคล ทำให้เขาได้รับประสบการณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ประสบผลตอบสนองจากภายนอก พบความเสื่อมความเจริญ ความล้มเหลว ความสำเร็จ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และความสูญเสียต่าง ๆ ที่ตรงข้าม ซึ่งรวมเรียกว่า โลกธรรมทั้งหลาย คือ สุข-ทุกข์ มียศ-เสื่อมยศ มีลาภ-เสื่อมลาภ สรรเสริญ-นินทา อย่างไรบ้าง ผลระดับนี้อาจแยกมองได้สองด้านคือ ด้านแรกคือ ผลสนองจากปัจจัยด้านอื่น ๆ ของสภาพแวดล้อมที่นอกจากคน ด้านที่สองคือ ผลสนองจากปัจจัยด้านบุคคลอื่นและสังคม

๔) ระดับสังคม ว่ากรรมที่บุคคลและคนทั้งหลายกระทำ มีผลต่อความเป็นไปของสังคมอย่างไรบ้าง เช่น ทำให้เกิดความเสื่อม ความเจริญ ความร่มเย็นเป็นสุข ความทุกข์ยากเดือดร้อนร่วมกันของมนุษย์ทั้งหลาย รวมทั้งผลจากการที่มนุษย์กระทำต่อสภาพแวดล้อมอื่น ๆ แล้วย้อนกลับมาหาตัวมนุษย์เอง

จะเห็นได้ชัดว่า ผลในระดับที่ ๑ และ ๒ คือผลภายในจิตใจและบุคลิกภาพ เป็นขอบเขตที่กรรมนิยามเป็นใหญ่ ระดับที่ ๓ เป็นขอบเขตที่กรรมนิยามกับสังคมนิยมน์เข้ามาสัมพันธ์กัน และเป็นจุดที่มักเกิดความสับสน ก่อให้เกิดปัญหาซึ่งควรพิจารณาในที่นี้ ส่วนระดับที่ ๔ แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็อยู่นอกขอบเขตของการพิจารณาในหัวข้อนี้ คนทั่วไป เมื่อมองดูผลของกรรมที่เกิดแก่ตน หรือเพ่งจ้องติดตามดูผู้อื่นว่าใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือไม่อย่างไร ส่วนมากมักมองดูแต่ผลในระดับที่ ๓ คือระดับวิถีชีวิต ความเป็นไปในชีวิตส่วนที่ได้รับผลตอบสนองจากภายนอกเท่านั้น ทำให้มองข้ามผลในระดับที่ ๑ คือระดับภายในจิตใจ และ ๒ คือระดับบุคลิกภาพ ทั้งที่ผลสองระดับต้นนั้นแหละมีความสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญทั้งในแง่เฉพาะของมันเอง เช่นสุขทุกข์ในใจ ความเข็มแข็งอ่อนแอภายใน ความพร้อม ความแก่หรืออ่อนแห่งอินทรีย์เป็นต้น และสำคัญทั้งในแง่เป็นที่มาแหล่งใหญ่ของผลในระดับที่ ๓ ด้วย กล่าวคือ ผลในระดับที่ ๓ นั้น ส่วนที่เป็นขอบเขตของกรรมนิยามก็ต่อเนื่องมาจากผลในระดับที่ ๑ และ ๒ นั่นเอง เช่น ด้วยผลในระดับที่ ๑ จิตใจของบุคคลผู้นั้นเอง คือความสนใจ ความนิยมชมชอบ ความโน้มเอียง การแสวงสุขหรือระบายทุกข์ภายในของบุคคลนั้นเอง ชักนำให้เขามองสิ่งนั้นเรื่องนั้นในแง่นั้น ๆ นำเขาเข้าไปหาสถานการณ์นั้น ๆ ทำการตอบสนองอย่างนั้น ๆ จะทำหรือไม่ทำสิ่งนั้น ๆ ทำให้เขาดำเนินตามวิถีชีวิตอย่างนั้น ๆ ให้ได้พบประสบการณ์ หรือประสบผลอย่างนั้น ๆ และให้มีความรู้สึกหรือท่าทีต่อสิ่งที่ประสบอย่างนั้น ๆ เป็นต้น เฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกิดผลในระดับที่สอง ซึ่งก็ช่วยเสริมผลในระดับที่ ๑ ในการก่อผลระดับที่สามอย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง รวมทั้งการที่ว่า เมื่อเขาจะทำการใด ๆ เขาจะทำสิ่งนั้น ๆ ตามแนวไหน ลักษณะใด ด้วยอาการใด จะทำไปตลอดไหม พบข้อขัดข้องอย่างไหนจะยอม อย่างไหนจะย่ำต่อไป จะทำสำเร็จหรือไม่ จะหยาบหรือประณีต จะยิ่งหรือหย่อนอย่างไร ตลอดถึงว่า ตัวเขาจะปรากฏเป็นภาพในความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นอย่างไร อันจะมีผลย้อนกลับมาหาตัวเขาเองอีก ในรูปของความช่วยเหลือ ร่วมมือ หรือขัดแย้งปฏิเสธ เป็นต้น อันเป็นส่วนที่บุคลิกภาพของเขา ชักนำคนอื่นให้ช่วยพาตัวเขาไปสู่ผลนองที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ

ทั้งนี้ มิได้ปฏิเสธองค์ประกอบด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะปัจจัยแวดล้อมทางสังคม ที่จะมามีปฏิกิริยาตอบโต้กัน และมีอิทธิพลต่อเขาโดยอาศัยกรรมนิยามนี้ เพียงแต่ว่าในที่นี้ มุ่งเน้นการมองกรรมนิยามจากด้านภายในอย่างเดียวก่อน ส่วนการมองจากด้านนอกเข้าไป จะเห็นได้ในหลักปรโตโฆสะและกัลยาณมิตรที่จะยังไม่แสดงในตอนนี้ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมนิยามตามที่กล่าวมานี้ มิใช่มีประโยชน์เฉพาะในด้านการแก้ไขปรับปรุงตน ในการประกอบกรรมของบุคคลเองเท่านั้น แต่มีประโยชน์ในการที่คนอื่นหรือสังคมจะช่วยเหลือบุคคลให้โน้มน้อมไปในทางแห่งกุศลกรรม ด้วยการจัดสรรอำนวยสภาพแวดล้อมและเครื่องชักจูงที่ดีงามตามหลักปฏิรูปเทสวาสะและหลักกัลยาณมิตร หรือสัปปุริสูปัสสยะอีกด้วย การก่อผลแปรกรรมในระดับที่ ๑ คือภายในจิตใจ และระดับที่ ๒ คือบุคลิกภาพ มิใช่ข้อที่จะพิจารณาโดยตรง ณ ที่นี้ จึงขอผ่านไปก่อน

ส่วนผลกรรมในระดับที่สาม คือความเป็นไปแห่งวิถีชีวิต พร้อมด้วยผลตอบสนองต่าง ๆ นั้น ว่าที่จริงก็เป็นเรื่องของกรรมนิยาม และส่วนมากก็สืบเนื่องมาจากผลในระดับที่หนึ่งและสอง เช่น ถ้าคนผู้หนึ่งมีใจรักงาน ทำงานสุจริตด้วยความขยันหมั่นเพียร จัดการงานได้ดี เขาก็น่าจะได้รับผลงานและผลตอบแทนที่ดี อย่างน้อยก็คงจะดีกว่าคนที่เกียจคร้านหรือทำงานไม่สุจริต ข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความสามารถตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการบังเกิดผลดี ก็น่าที่จะเจริญก้าวหน้าในราชการ อย่างน้อยก็ดีกว่าข้าราชการที่ไม่สามารถ และไม่เข็มแข็งในหน้าที่ แต่บางทีผลหาเกิดเช่นนั้นไม่ ทั้งที่เพราะผลในระดับที่สาม มิใช่เกิดจากกรรมนิยามอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยด้านนิยามอื่น ๆ เฉพาะอย่างยิ่งสังคมนิยมคือกฎสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อมองดูแต่กรรมนิยามคือกฎธรรมชาติอย่างเดียว ไม่มองปัจจัยด้านอื่นให้ครบถ้วน และไม่รู้จักแยกขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างนิยามกับนิยมน์ต่าง ๆ ก็จะเกิดความสับสน แล้วคำกล่าวที่ว่า“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”ก็ติดตามมา ถ้ากรรมนิยามทำงานลำพังอย่างเดียวก็ย่อมไม่มีปัญหา ผลก็เกิดตรงตามกรรมนั้น ตัวอย่างเช่น ขยันอ่านหนังสือเรียน หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาตั้งใจอ่าน ก็อ่านจบ ได้ความรู้ แต่บางคราวร่างกายอ่อนเพลียเกินไป ก็อ่านไม่จบ หรืออ่านไม่รู้เรื่อง หรือเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นในระหว่างการอ่าน ก็ต้องหยุดชะงัก ดังนี้เป็นต้น

อย่างไรก็ดี พึงตระหนักแน่ใจได้ว่า ถึงอย่างไรก็ตาม สำหรับมนุษย์ กรรมนิยามก็ยังคงเป็นแกนกลางชี้นำวิถีชีวิต หรือเป็นปัจจัยตัวเอกที่กำหนดการได้รับผลสนองดีร้ายต่าง ๆ ในชีวิตอยู่อย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่รู้สึกผิดหวังในตนเอง หรือมองเห็นใครอื่นก็ตามว่าทำดีไม่ได้ดีนั้น แม้ยังไม่ได้ตรวจสอบเหตุปัจจัยในด้านต่างๆ ให้ชัดเจน ก็อาจลองมองดูอย่างง่าย ๆ ก่อนว่า นี่ถ้าเราไม่ได้ทำกรรมดีนั้นไว้ คงจะแย่ยิ่งกว่านี้ ถ้าไม่ได้ทำความดีไว้บ้าง ก็คงตกอับหนักยิ่งกว่านี้อีก ถ้ามองอย่างนี้ บางทีจะเริ่มเกิดความเข้าใจ มองเห็นอะไร ๆ ค่อย ๆ ชัดมากขึ้น และตระหนักว่า ถึงอย่างไร กรรมที่ทำไว้ก็ไม่ไร้ผล และอาจลึกลงไปจนถึงผลภายในจิตใจ และมีผลต่อบุคลิกภาพอย่างที่กล่าวแล้วด้วย ความเข้าใจสับสนเกี่ยวกับเรื่องการให้ผลของกรรม ขอให้มาดูและแก้ไข ตั้งต้นแต่ข้อความแสดงหลัก คำกล่าวที่ชาวไทยนิยมพูดว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั้น มาจากพุทธศาสนสุภาษิตว่า ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ แปลว่า หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้นผู้ทำดีย่อมได้ความดี ผู้ทำชั่วย่อมได้ความชั่ว คาถานี้เป็นพุทธพจน์ในรูปของอิสิภาษิต คือคำกล่าวของฤาษี และโพธิสัตว์ภาษิต ซึ่งพระพุทธเจ้านำมาตรัสเล่า ท่านรวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก นับว่าเป็นข้อความที่แสดงหลักกรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างกระทัดรัดชัดเจน พึงสังเกตว่า ความท่อนแรกที่เป็นอุปมานั้น ท่านนำเอาพีชนิยามมาเป็นข้อเปรียบเทียบ เพียงแต่พิจารณาข้ออุปมานี้ให้ดี ก็จะแยกความสับสนระหว่างกรรมนิยามกับสังคมนิยมน์ได้ทันที กล่าวคือข้อความว่า หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น แสดงกฎธรรมชาติฝ่ายพืชพันธุ์ว่า ปลูกมะขามได้มะขาม ปลูกองุ่นได้องุ่น ปลูกผักกาดได้ผักกาดเป็นต้น ไม่ได้แสดงผลในทางสังคมนิยมน์แต่ประการใดว่า ปลูกมะขามแล้วจะได้เงิน หรือปลูกผักแล้วจะรวยเป็นต้น ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน พีชนิยามกับสังคมนิยมน์จะมาสัมพันธ์กัน ก็ในตอนที่ว่า ปลูกองุ่นได้องุ่นแล้ว พอถึงคราวที่ตลาดต้องการองุ่นมาก จึงขายได้ราคาดีและปีนั้นจึงรวย แต่อีกคราวปลูกแตงโมได้แตงโม และงอกงามได้ผลมากด้วย แต่ปีนั้นคนปลูกมาก ผลดกทั่วไปจนเกินความต้องการของตลาด ทำให้ราคาตก ปีนั้นขายขาดทุน นอกจากปัจจัยความต้องการของตลาด อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เช่นเรื่องคนกลาง การกดราคาเป็นต้น แต่สาระสำคัญคือ จะเห็นความแน่นอนของพีชนิยามคงตัว และเห็นขอบเขตของพีชนิยามกับสังคมนิยมน์ทั้งที่แยกต่างหากจากกัน และสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจน อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น

คนมักมองกรรมนิยามกับสังคมนิยมน์สับสนกัน โดยพูดว่า ทำดีได้ดี ในความหมายทำดีแล้วรวย ทำความดีแล้วได้เลื่อนตำแหน่งเป็นต้น ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่บางทีก็ไม่เป็น เหมือนกับพูดว่า ปลูกมะม่วงได้เงินดี ปลูกมะพร้าวทำให้รวย เขาปลูกน้อยหน่าจึงยากจน ซึ่งอาจจะจริงก็ได้ แต่ความจริงคือ เป็นการพูดข้ามขั้นตอน ไม่แสดงความจริงตลอดสาย อาจใช้ได้สำหรับภาษาพูดพอรู้กัน แต่ถ้าจะเอาจริงแท้ ต้องแสดงเหตุปัจจัยซอยออกไปโดยว่ากันให้ละเอียด การที่กรรมนิยามคือกฎแห่งกรรม จะแสดงผลออกมาในระดับของวิถีชีวิต ทำให้มีความเป็นไปต่าง ๆ ประสบผลตอบสนองจากภายนอก อันน่าพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง ในบาลีท่านแสดงหลักไว้ว่า ต้องขึ้นต่อองค์สมบัติ แปลง่าย ๆ ว่า ข้อดี หมายถึงความเพียบพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งช่วยเสริมส่งอำนวยโอกาสให้กรรมดีปรากฏผล และไม่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล พูดสั้น ๆ ว่า ส่วนประกอบอำนวยช่วยเสริมกรรมดี สมบัติมี ๔ อย่างคือ

๑) คติสมบัติ สมบัติแห่งคติ ถึงพร้อมด้วยคติ หรือคติ ให้เกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศที่เจริญ เหมาะ หรือเกื้อกูล ตลอดจนในระยะสั้นคือ ดำเนินชีวิตหรือไปในถิ่นที่อำนวย

๒) อุปธิสมบัติ สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อมด้วยร่างกายหรือรูปร่าง ให้รูปร่างสวย ร่างกายสง่างาม หน้าตาท่าทางดี น่ารัก น่านิยมเลื่อมใส สุขภาพดีแข็งแรง

๓) กาลสมบัติ สมบัติแห่งกาล ถึงพร้อมด้วยกาล หรือกาลให้เกิดอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองมีความสงบสุข ผู้ปกครองดี ผู้คนมีศีลธรรม ยกย่องคนดี ไม่ส่งเสริมคนชั่ว ตลอดจนในระยะสั้น คือทำอะไรถูกกาลเวลาถูกจังหวะ

๔) ปโยคสมบัติ สมบัติแห่งการประกอบ ถึงพร้อมด้วยการประกอบกิจหรือกิจการ ให้ทำเรื่องตรงกับที่เขาต้องการ ทำกิจตรงกับความถนัดสามารถของตน ทำการถึงขนาดถูกหลักครบถ้วนตามเกณฑ์หรือเต็มอัตรา ไม่ใช่ทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือเหยาะแหยะ หรือทำไม่ถูกเรื่องกัน รู้จักจัดทำ รู้จักดำเนินการ

ส่วนวิบัติ แปลง่าย ๆ ว่า ข้อเสียหรือจุดอ่อน หมายถึงความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งไม่อำนวยแก่การที่กรรมดีจะปรากฏผล แต่กลับเปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล พูดสั้น ๆ ว่า ส่วนประกอบบกพร่อง เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล วิบัติมี ๔ อย่างคือ

๑) คติวิบัติ วิบัติแห่งคติ คือเกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศ สภาพแวดล้อมที่ไม่เจริญ ไม่เหมาะ ไม่เกื้อกูลทางดำเนินชีวิต ถิ่นที่ไปไม่อำนวย

๒) อุปธิวิบัติ วิบัติแห่งร่างกาย หรือรูปกายเสีย เช่น ร่างกายพิกลพิการ อ่อนแอ ไม่สวยงาม กิริยาท่าทางน่าเกลียด ไม่ชวนชม ตลอดจนสุขภาพไม่ดีเจ็บป่วยมีโรคมาก

๓) กาลวิบัติ วิบัติแห่งกาล หรือกาลเสีย คือเกิดอยู่ในยุคสมัยที่บ้านเมืองมีภัยพิบัติไม่สงบเรียบร้อย ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเสื่อมจากศีลธรรม มากด้วยการเบียดเบียน ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี ตลอดจนทำอะไรไม่ถูกกาลเวลาไม่ถูกจังหวะ

๔) ปโยควิบัติ วิบัติแห่งองค์ประกอบ หรือกิจการเย เช่นฝักใฝ่ในกิจการหรือเรื่องราวที่ผิด ทำการไม่ตรงความถนัดความสามารถ ใช้ความเพียรในเรื่อไม่ถูกต้อง ทำการครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นต้น

คู่ที่หนึ่ง คติสมบัติ เช่น เกิดอยู่ในถิ่นที่เจริญ มีบริการการศึกษาดี ทั้งที่สติปัญญาและความขยันไม่เท่าไร แต่ก็ยังได้ศึกษามากกว่า เข้าถึงสถานะทางสังคมสูงกว่าอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีสติปัญญาและความขยันหมั่นเพียรดีกว่า แต่ไปเกิดอยู่ในถิ่นป่าดง หรือเช่น ไปเกิดเป็นเทวดา ถึงจะแย่อย่างไรก็ยังสุขสบาย ไม่เดือดร้อน ไม่อดอยาก คติวิบัติเช่น มีพระพุทธเจ้าอุบัติตรัสสอนธรรม แต่ตัวไปเกิดเสียในป่าดงหรือในรก ก็หมดโอกาสได้ฟังธรรม หรือมีสติปัญญาดี แต่ไปเกิดเป็นคนป่าอยู่ในกาฬทวีป ก็ไม่มีโอกาสได้เป็นนักปราชญ์ในวงการศิลปและศาสตร์ทั้งหลาย มีความรู้ความสามารถดี แต่ไปอยู่ในถิ่นหือในชุมชนที่เขาไม่เห็นคุณค่าของความรู้ความสามารถนั้น เข้ากับเขาไม่ได้ ถูกเหยียดหยามบีบคั้น อยู่อย่างเดือดร้อนเป็นต้น

คู่ที่สอง อุปธิสมบัติ เช่นรูปร่างสวยงาม น่าชื่นชม แม้ไปเกิดในตระกูลยากไร้หรือถิ่นห่างไกล รูปกายช่วยให้ขึ้นมาสู่ฐานะ และถิ่นที่มีเกีรยติยศและความสุข อุปธิวิบัติ เช่น เกิดในถิ่นหรือตระกูลมั่งคั่งสมบูรณ์ แต่พิกลพิการง่อยใบ้ ไม่อาจได้รับเกียรติยศ และความสุขความรื่นรมย์ที่พึงได้ คนสองคน มีคุณสมบัติอย่างอื่นเสมอเหมือนกัน คนหนึ่งรูปร่างสง่าหรือสวยงาม อีกคนหนึ่งขี้ริ้วขี้เหร่หรือขี้โรค ในกรณีที่ถือร่างกายเป็นส่วนประกอบด้วย คนมีกายดีก็ได้รับผลดีไป แม้ในกรณีที่ไม่ถือกายเป็นคุณสมบัติ ก็เป็นธรรมดาของคนทั่วไป ที่จะเอนเอียงเข้าหาคนที่มีรูปสมบัติ คนที่มีรูปวิบัติจะต้องยอมรับความจริงที่เป็นธรรมดาของชาวโลกข้อนี้ และตระหนักว่า ผู้ที่มีจิตเที่ยงตรงไม่เอนเอียงเพราะเหตุแห่งรูปสมบัติวิบัตินี้ ก็มีแต่คนที่ประกอบด้วยคุณพิเศษยิ่งกว่าคนทั่วไป รู้เช่นนี้แล้วไม่พึงเสียใจ จากนั้นจะได้เร่งขวนขวายสร้างเสริมคุณสมบัติส่วนอื่น ๆ ให้มีพิเศษยิ่งกว่าปกติ ถ้าคนรูปกายดี ใช้ความพยายามหนึ่งส่วน คนมีอุปธิวิบัติอาจต้องพยายามสองหรือสามส่วนเป็นต้น ข้อสำคัญ อย่าท้อแท้ ปัจจัยที่หย่อนก็รู้ ที่เสริมได้เร่งทำ ความรู้กรรมจึงจะเกิดประโยชน์

คู่ที่สาม กาลสมบัติ เช่น เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ทำสิ่งที่ดีงาม มาเกิดอยู่ในยุคที่ผู้ปกครองดี สังคมดี ยกย่องเชิดชูคนดี คนผู้นั้นก็มีเกียรติมีความเจริญ หรือบ้านเมืองสงบสุข ผู้มีสติปัญญาเป็นนักปราชญ์ก็มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถให้ปรากฏ และให้เป็นประโยชน์ หรือในยุคสมัยหนึ่ง คนนิยมกาพย์กลอนกันมาก คนเก่งกาพย์กลอนก็รุ่งเรืองเฟื่องฟู ส่วนกาลวิบัติก็ตรงข้าม เช่น ในยามสังคมเสื่อมจากศีลธรรม ผู้ปกครองไม่ประกอบด้วยธรรม คนทำดีไม่ได้รับการยกย่อง หรืออาจถูกเบียดเบียนกดขี่ข่มเหง ประสบความเดือดร้อน หรือยามบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายมีสงคราม ไม่มีใครสนใจคนทำความดีทางสันติ แม้มีสติปัญญาความสามารถ ก็ไม่มีโอกาสสร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์ หรือในยุคที่สังคมนิยมดนตรีหยาบร้อน ตนแม้เชี่ยวชาญในดนตรีที่สงบเยือกเย็น แต่ไม่ได้รับความสนใจยกย่องเป็นต้น

คู่ที่สี่ ปโยคสมบัติ เช่น ตนไม่ใช่คนดีมีความสามารถจริง แต่รู้จักเข้าหาคนควรเข้าหา รู้จักหลบเลี่ยงเรื่องควรหลบเลี่ยง อะไรควรเสียยอมเสีย ก็ทำให้ตนเจริญก้าวหน้าได้ และความเสียหายบกพร่องของตนไม่ปรากฏ หรือมีความสามารถในการปลอมแปลงเอกสาร เอาความสามารถนั้นมาใช้ในทางดี เช่น ในงานพิสูจน์หลักฐานเป็นต้น ทางด้านปโยควิบัติ เช่น มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติอื่นดีหมด แต่ติดการพนัน ยาเสพติด จึงไม่ได้รับคัดเลือกไปทำงาน หรือมีฝีเท้ารวดเร็วมาก พอจะเป็นนักกรีฑาชั้นเลิศ แต่เอาความสามารถนั้นไปใช้ในการวิ่งฉกชิงทรัพย์เขา หรือตนมีฝีมือดีในทางช่าง แต่ไปนั่งทำงานเสมียนที่ไม่ถนัดเป็นต้น ผลในระดับที่สามนี้ ส่วนมากเป็นเรื่องของโลกธรรม ซึ่งมีความผันผวนปรวนแปรไม่แน่นอน แต่ก็เป็นเรื่องชั้นเปลือกผิวภายนอก ไม่ใช่แกนในชีวิต จะกระทบกระทั่งหนักเบา ก็อยู่ที่ว่าจะมีความยึดติดถือมั่นมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่ยึดติด สามารถวางใจก็มีความสุขได้เสมอ หรืออย่างน้อยก็ทุกข์ไม่มาก และผ่านเหตุการณ์ไปได้ด้วยดี ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสอนให้มีปัญญารู้เท่าทันธรรมดา ประกอบด้วยสติ มิให้หลงใหลประมาทมัวเมา คราวสุขคราวได้ ก็ไม่เหลิงลำพองตน คราวทุกข์คราวเสีย ก็ไม่ขุ่นมัวคลุ้มคลั่งปล่อยตัวถลำลงไปในทางชั่ว ค่อยผ่อนผันแก้ไขเหตุการณ์ด้วยสติปัญญา เมื่อยังต้องการโลกธรรมฝ่ายดี คือที่ชื่นชอบเป็นอิฏฐารมณ์ ก็กำหนดสมบัติวิบัติที่เป็นกำลัง หรือจุดอ่อนของตน และจัดสรรเลือกองค์ประกอบฝ่ายสมบัติที่จัดเลือกได้ หลีกเว้นวิบัติ แล้วพยายามเข้าถึงผลดีที่มุ่งหมายด้วยกรรมที่เป็นกุศล ซึ่งมีผลมั่นคงและลึกซึ้งถึงชีวิตทุกระดับของตน ไม่สร้างผลด้วยอกุศลกรรมและไม่ถือโอกาสยามสมบัติอำนวยประกอบการอกุศล เพราะสมบัติและวิบัติสี่ประการนั้นเป็นของไม่แน่นอน เมื่อกาลโอกาสที่เอื้ออำนวยผ่านไป กรรมร้ายก็จะแสดงผล พึงถือโอกาสยามสมบัติช่วย เร่งประกอบกุศลกรรมเท่านั้น คือถือเอาแต่ส่วนที่ดีงามไร้โทษของหลักการที่กล่าวมานี้

โดยนัยนี้ ก็สรุปได้ว่า ถ้าจะทำการใด ในเมื่อมีองค์ประกอบของนิยามหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างน้อยก็พึงทำองค์ประกอบฝ่ายกรรมนิยามให้ดี เป็นส่วนที่ยึดเอาไว้ได้อย่างแน่นอนมั่นใจแล้วอย่างหนึ่งก่อน ส่วนองค์ประกอบฝ่ายนิยามอย่างอื่น ก็พึงใช้ปัญญาศึกษาพิจารณาเอามาใช้เสริม เท่าที่ไม่เป็นโทษในแง่ของกรรมนิยามต่อไป หากปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็เรียกว่า เป็นผู้รู้จักถือเอาประโยชน์จากกุศลกรรม และสมบัติวิบัติทั้งสี่ หรือรู้จักใช้ทั้งกรรมนิยามและสังคมนิยมน์ในทางที่เป็นคุณ

สำหรับบางคน อาจต้องเตือนว่า อย่ามัวคิดวุ่นอยู่เลยว่า ทำไม่คนนั้นไม่ทำดี แต่กลับได้ดี ทำไมคนนี้ทำไม่ดี แต่ไม่เห็นเป็นอะไร ทำไม่เราทำอย่างนี้ ไม่เห็นได้อะไร ดังนี้เป็นต้น ปัจจัยหรือองค์ประกอบของนิยามทั้งหลาย เราอาจยังตรวจดูรู้ไม่ทั่วถึง และพึงคิดว่า ตัวเรานี้ ปัญญาที่จะรู้จักเลือกถือเอาประโยชน์จากนิยามอื่น ๆ ก็ไม่มี หนำซ้ำองค์ประกอบฝ่ายกรรมนิยามที่เป็นฐานยืนพื้นแน่นอนอยู่นี้ ก็ยังไม่ใส่ใจที่จะทำให้ดีเสียอีก ถ้าขืนเป็นอย่างนี้ ก็คงมีแต่จะต้องทรุดหนักลงไปทุกที อย่างไรก็ตาม เมื่อมองให้เข้าถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ประกอบกรรมดีย่อมไม่ติดอยู่เพียงชั้นที่ยังมุ่งหวังผลอันเป็นโลกธรรมตอบสนองแก่ตน เพราะกุศลกรรมที่แท้จริงเกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เขาจึงทำกรรมด้วยจาคะ สละอกุศลในใจและเผื่อแผ่เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ทำกรรมด้วยปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เพื่อโพธิ เพื่อให้ธรรมแพร่หลายครองใจคนและครองสังคม ซึ่งจัดเข้าได้ว่า เป็นกรรมขั้นสูงสุด คือกรรมที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ตามหลักที่ยกมาอ้างแล้วข้างต้น ฯ
 

Favorite Books

***************************************


ผู้สนใจจะบริจาคสนับสนุนกิจกรรมต่างๆของวัดบางหลวง เชิญบริจาคได้ที่วัดบางหลวง ต.บางหลวง อ.บางเลน จ.นครปฐม


หรือ บัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี วัดบางหลวง ธนาคารกรุงไทย สาขา บางเลน บัญชีเลขที่ 702-1-12362-0


***************************************
 

Favorite Quote

แผนที่วัดบางหลวง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม click to comment
 

hi5 Games

Play hi5 Games

พระมหาปรีชา hasn't played any games recently.

 

Journal

View All 8 Entries    Add Comment

                สัมมากัมมันตะ  แปลว่า  การกระทำชอบก็ได้  แปลว่า การงานชอบก็ได้.

 

                นัยแรก  พระพุทธองค์ทรงแสดงกายสุจริต    ในกุศลกรรมบถ ๑๐  ว่าเป็น สัมมากัมมันตะ  คือ  เว้นจากกายทุจริต ๑  เว้นจากการลักทรัพย์ ๑  เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑.

                 ข้อ ๑  เว้นจากการฆ่าสัตว์ 

                สัตว์ นั้น  หมายเอาสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่.  ไม่ว่ามนุษย์หรือดิรัจฉาน เมื่อมีชีวิตมาแล้ว ย่อมรักชีวิตของตน  คือ มีเจตจำนงอันแรงกล้าที่จะดำรงชีวิตของตนไว้นานแสนนาน  ต้องการบริหารชีวิตของตนให้สุขสำราญปราศจากโรคภัย  และการถูกเบียดเบียน  ใครมาเบียดเบียนก็ต่อสู้ขัดขืน เพื่อถนอมชีวิตของตนไว้  คือสัญชาตญาณในการคุ้มครองรักษาตนนั้นติดมาพร้อมกับการมีชีวิตของสัตว์ทั้งปวง  ตัวเราเองก็เป็นที่รักของเรา  ใครมาปองร้ายทำอันตรายให้ได้รับบาดเจ็บ เรารู้สึกเดือดร้อนเป็นทุกข์  บางทีไม่ใช่ตัวเราเอง  แต่เป็นที่รักของเรา  เช่น  ลูกเมีย  พ่อแม่  พี่น้อง  หรือญาติสนิทมิตรสหายของเรา  เมื่อถูกทำร้าย ถูกเบียดเบียน  เรายังเดือดร้อนด้วย  คนอื่นก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน  แม้แต่สัตว์เล็ก ๆ เช่นนก เมื่อคนไปเอาลูกมันมา  มันเห็นเข้า ยังบินตามวนเวียนอยู่ที่ตัวคนโดยไม่กลัวอันตราย  เพราะมันรักลูกของมัน

 

                ปาณาติปาตีบุคคล  กล่าวคือ บุคคลผู้กระทำเนือง ๆ  กระทำเป็นอาจิณซึ่งปาณาติบาต  ย้อมต้องประสบโทษมีประการต่าง ๆ เช่น

๑.     ทำตนให้เป็นที่หวาดหวั่นพรั่นพรึงของคนอื่นสัตว์อื่น  ไม่เป็นที่เย็นใจแก่ผู้เข้าใกล้

๒.    สั่งสมอกุศลกรรม อันเป็นพาหนะนำตนไปสู่อบายในสัมปรายภพ

๓.    ทำจิตให้ตกต่ำ  หมักหมมด้วยอาสวะ  คือ ปาณาติบาตอันตนสั่งสมเนือง ๆ  เป็นผู้มีมือเปรอะด้วยเลือด  ยากแก่การพัฒนาจิตให้ให้บรรลุจุดหมายปลายทาง  คือ ความผ่องแผ้วโดยสิ้นเชิงแห่งจิตคือพระนิพพาน

 

การเว้นปาณาติบาต  จึงเป็นการเว้นสิ่งที่ควรเว้นเป็นการกระทำชอบอย่างหนึ่ง

 

อนึ่ง  การไม่เบียดเบียน   ท่านเรียกว่า  อภัยทาน  คือการให้อภัย  จัดเป็นทานอันประเสริฐอย่างหนึ่ง  ประเสริฐกว่าการให้อามิสทาน  เพราะบุคคลโดยทั่วไปย่อมรักชีวิตของตนมากกว่าสิ่งของนอกกายของตน

  ข้อ ๒  เว้นจากการลักทรัพย์ 

การลักทรัพย์ คือการใช้อำนาจของตนโดยมิชอบธรรม  ยึดถือเอาสมบัติอันอยู่ในสิทธิครอบครองของผู้อื่น  กล่าวโดยสำนวนพระบาลีว่า  ถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้  ด้วยอาการแห่งขโมย  คือมิใช่ถือเอาโดยความคุ้นเคย

 

ทรัพย์สินสมบัตินั้น  กล่าวโดยทั่วไป  มิได้เกิดขึ้นแก่บุคคลโดยง่าย  เขาต้องใช้ความพยายาม  ออกแรงกาย  ใช้สมอง  หรือมีความรับผิดชอบมากในการให้ทรัพย์บังเกิดขึ้น  เพื่อนำมาเป็นอุปการะในการเลี้ยงตน  มารดาบิดา  บุตร  ภรรยา  หรือบ่าวไพร่ให้เป็นสุข

 

ทรัพย์สมบัติ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้ยากดังกล่าวมา  เมื่อได้มาแล้ว  เจ้าของย่อมหวงแหน  ต้องการเก็บไว้เป็นประโยชน์แก่ตน  แก่ผู้อันเป็นที่รักของตน  หรือแก่ผู้ที่ตนเต็มใจให้  ถ้าถูกช่วงชิงไปโดยวิธีหนึ่ง  เจ้าของทรัพย์ย่อมเสียดาย  เกิดความทุกข์  ความเดือดร้อน  บางครอบครัวไม่มีทรัพย์อื่นสำรองไว้  จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินเขามาชดเชยทรัพย์ที่สูญหาย  ทำมาหาได้ใหม่  ต้องมาแบ่งใช้หนี้  เป็นภาระอันหนักแก่ครอบครัว  การลักขโมยจึงเป็นเรื่องของคนโลภเห็นแก่ได้  โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น  น่าตำหนิ  คนอื่นเขาทำมาหากินโดยสุจริต  อาบเหงื่อต่างน้ำ  กลางคืนเป็นควัน (ต้องคิด)  กลางวันเป็นเปลว (ต้องลงมือทำ)  โจรเที่ยวแย่งชิง เที่ยวปล้นเขาแสดงถึงความสิ้นคิดหมดหนทาง  ลดเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง  คนขอทานยังจัดว่า มีเกียรติดีกว่าพวกขโมย

 

คนประกอบอทินนาทานเนือง ๆ  สิ้นชีพแล้วต้องตกนรก  หากเกิดมาเป็นมนุษย์อีกในภายหลัง  ทำให้สูญเสียทรัพย์อยู่เนือง ๆ

 

โทษอีกอย่างหนึ่ง  คือ เสียความเป็นคนดี  เสียเวลาในการพัฒนาจิตใจให้ขึ้นระดับสูง  ทำให้สังสารวัฏต้องยาวออกไป  คนขโมยของเขาครั้งหนึ่ง จิตใจตกลงสู่ระดับต่ำครั้งหนึ่ง  เป็นการสูญเสียทางจิตใจ  และเสียความเป็นคนมีเกียรติในสังคม

Applications

Browse Applications

Rockyou Pets
Adopt a pet! Pet it, take care of it, pimp it out with all sorts of cute and cool accessories.

 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins

พระมหาปรีชา has no unwrapped gifts.
 

Comments | View All Entries

Leave a comment for พระมหาปรีชา

Nov 30 7:35 PM
 
กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
 
Nov 12 3:53 PM
NUM says:
 
แวะมากราบนมัสการพระคุณเจ้า

 
Oct 30 6:08 AM
 
ท่านอย่าไปแคร์พวกใจตุ๊ดปากหมาด่าพระที่คุยไฮไฟท์เลยนะครับ เห็นว่าพวกนี้มักจะใช้รูปดารารูปการ์ตูนมาโพสแทนรูปตัวเอง ผมว่าปล่อยเห่าหอนไปถือว่าช่วยคนโรคจิตซะ
 
Oct 29 12:38 PM
 
กราบนมัสการค่ะ....ขอบพระคุณที่กรุณารับแอดค่ะ...จะได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับผู้รู้อีก๑ท่านค่ะ
 
Oct 24 5:54 AM
NUM says:
 
แวะมานมัสการเจ้าค่ะ



Art And Paintings - Comments in Thai!


 
Oct 19 3:22 AM
 
Kathina Resolution
I respectfully pay homage to the Buddha, the Dhamma , the Sangha and our great masters who taught us Vijja Dhammakaya.
In this rainy season (Vassa) of enlightenment, I have been practicing meditation and gaining virtue within myself. And I have also prepared the saffron robes to offer to the monks on Kathina Day to pursue this great perfection. With all the merits that I have done, may I be pure, released from defilements, able to overcome all obstacles. May I become successful in life, work and business, and all my wishes. May wealth come to me and May I become a multi-millionaire, having unlimited treasure for the use of pursuing perfection unlimitedly and pursuing perfection within this life time miraculously.
May I be able to inspire myself to become a Kalyanamitta, able to encourage people to pursue perfection. May it succeed miraculously. May I be healthy with bright and beautiful skin. May I be free from suffering, sadness, sickness, and danger. May I have long life with happy family and become a Dhammakaya family. May I be born in a family with right view and become the wise person who knows all the worldly and dhamma knowledge. May I attain the dhamma that Luangpu Wat Pak Nam(the discoverer of Vijja Dhammakaya) and Khun Yai Maha Ratana Ubasika Chand Konnokyoong, had attained. May I be able to pursue perfection until the last day of my life. After passing away, may I reborn in Dusitburi Celestial Realm, in the special merit zone, the zone of Bodhisattva. May all these wishes quickly come true for every life time until the uttermost of Dhamma. SATHU!
 
Oct 16 8:14 PM
 
อยากถามว่า

ถ้าเรามีจิตที่ฟุ้งซ้านจะเป็นบาปไหมเจ้าค่ะ

อยากรู้แต่บางครั้งจิตที่ฟุ้งซ้านก็จริงแต่เราไม่ทำไห้ไครเดือดร้อน

และไม่ได้คิดร้ายใคร

แต่การฟุ้งซ้านนี้จะบาปไหม
 
 
 
 
 
 
Oct 2 5:49 AM
 
"ทำบุญตามกำลัง มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย ถ้าไม่มี หรือยังไม่สะดวก ก็ช่วยส่งข้อความต่อ" น้องใบหม่อน เด็กบ้านเฟื่องฟ้า(สถานสงเคราะห์เด็กพิการซับซ้อน 1 เดือน - 7 ปี)ต้องการอุปกรณ์ช่วยในการทรงตัว เนื่องจากไม่มีแขน ไม่มีขา ด.ญ.สุปราณี ไกลถิ่น(น้องใบหม่อน) อายุ 1 ขวบ พิการไม่มีแขน ไม่มีขา ถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลตั้งแต่แรกเกิด ตอนนี้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการซับซ้อน บ้านเฟื่องฟ้า ต้องการอุปกรณ์ช่วยในการทรงตัว เนื่องจากไม่มีแขน ไม่มีขา ขอเชิญร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือน้องใบหม่อนได้ที่ ชื่อบัญชี น.ส.สินีพร เทพพัตรา เพื่อ ด.ญ.สุปราณี ไกลถิ่น บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 123-0-00685-0 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) Mail ที่ส่ง Wathita Samransri (itius_ws@hotmail.com)
 
 
 
 
 
 
 

Title
body